m249

เช็คข้อดี – เสีย โจทย์ใหญ่ปฏิรูปการเมือง

ทีมข่าว Inside Thai Parliament

 

ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ได้ถูกประกาศใช้เป็นเรียบร้อยแล้ว

20110217_210255

วิษณุ เครืองาม” ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ชี้แจงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในช่วงสายของวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้เปรียบโครงสร้างหนทางสู่การปฏิรูปประเทศในระยะที่ 2 ว่าเป็น “ต้นทางของแม่น้ำ 5 สาย” อันประกอบไปด้วย สายแรก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. สายที่สอง คณะรัฐมนตรี สายที่สาม สภาปฏิรูปแห่งชาติ  หรือ สปช. สายที่สี่ กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ และสายสุดท้าย คสช.

กระนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงการปฏิรูปประเทศที่สำคัญที่สุด คือ แม่น้ำสายที่สาม หรือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่จะเป็น “คีย์แมน” ในการเสนอความคิดเห็นต่างๆ ในการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ให้กับแม่น้ำอีกสี่สาย

เพื่อนำไปออกแบบ ร่างเป็นกฎหมาย และในบางประเด็นจะถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะมีขึ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า

2 เดือนที่ผ่านมา หลังการยึดอำนาจของ คสช. หลายภาคส่วนต่างขมีขมันในการเสนอความเห็นให้กับ คสช. เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปการเมืองถือเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุด

จากการรวบรวมข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้าโดย นายณวัฒน์ ศรีปัดถา และ น.ส. ชมพูนุช ตั้งถาวร นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า พบว่า มีข้อเสนอที่น่าสนใจในการปฏิรูป เรื่อง “ดุลดำนาจของสถาบันการเมือง” ที่เกี่ยวข้องกับระบบรัฐสภาของไทย  ดังนี้

1. ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี จะต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.

ข้อดี ทำให้ไม่เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน และสร้างความมีเสถียรภาพให้แก่รัฐบาล

ข้อเสีย ทำให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจต่อรองมาก เนื่องจากถ้านายกรัฐมนตรีปลดรัฐมนตรีออกแล้ว รัฐมนตรีจะไม่สามารถกลับไปดำรงตำแหน่ง ส.ส. ได้

2. ลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีและรัฐสภาลง โดยกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ข้อดี นายกรัฐมนตรีและเสียงส่วนใหญ่ในสภาอาจไม่ใช่พวกเดียวกัน และทำให้ได้ฝ่ายบริหารที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อเสีย หากนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว นายกรัฐมนตรีย่อมอ้างถึงความเป็นตัวแทนของประชาชนที่ยิ่งกว่าสภาผู้แทนราษฎร ทำให้รัฐสภาจะหมดความชอบธรรมที่จะตรจสอบฝ่ายบริหารทันที

3. กำหนดให้ ส.ส. จำนวน 1 ใน 10 ของ ส.ส. ทั้งหมดที่มีอยู่ สามารถขอให้นำประเด็นปัญหาไปขอลงประชามติได้ โดนกำหนดเป็นโควต้าจำนวนครั้งในแต่ละปี

ข้อดี เป็นทางออกให้ ส.ส. เสียงส่วนน้อย หรือ พรรคฝ่ายค้าน ที่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงส่วนใหญ่จะกระทำนั้น เป็นไปตามเจตนารมย์ของประชาชนหรือไม่ สามารถขอความเห็นชอบจากประชาชนได้ โดยไม่ต้องมีการเรียกร้องนอกระบบ

ข้อเสีย ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง

4. กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านการลงประชามติก่อนทุกครั้งจึงจะมีผลใช้บังคับ

ข้อดี เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมให้แก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น และอย่างน้อยทำให้รัฐสภาไม่ใช่องค์กรเดียวที่ผูกขาดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ข้อเสีย ใช้เวลานานที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน และได้คำตอบเฉพาะ เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย เท่านั้น แต่ไม่มีคำตอบว่าที่ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ต้องการให้มีการแก้ไข หรือ ต้องการแก้ไขให้เป็นแบบอื่น

5. ยุบศาลรัฐธรรมนูญ และ กลับไปใช้รูปแบบ “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” โดยที่มาต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี โดยกำหนดให้อย่างน้อย ต้องมีตุลาการรัฐธรรมนูญที่มาจากศาลปกครองและศาลฎีกา

ข้อดี ตัดปัญหาองค์กรตุลาการ ก้าวล่วงการใช้อำนาจของรัฐสภา ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ให้จัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อทำหน้าที่ควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายแทนศาลฎีกาในคำพิพากษาที่ 1/2549

ข้อเสีย การเปลี่ยนแปลงรูปแบบศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สร้างหลักประกันว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะไม่ตีความขยายอำนาจตนเอง การแก้ปัญหาที่ตรงจุด จึงควรเป็นการกำหนดขอบอำนาจหน้าที่ขององค์กรควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ใช้การกำหนดกรอบว่าเรื่องใดเป็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย เรื่องใดเป็นเรื่องทางการเมืองทำได้ยากในทางปฏิบัติ

6. ให้ความตกลงระหว่างประเทศ ที่มีเนื้อหาต่อไปนี้

ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ไม่ต้องขอกรอบการเจรจา ดังนี้ การเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยมีอธิปไตย หรือ มีเขตอำนาจตามที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนด ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา มีบทเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเท่านั้น และตัดอำนาศาลรัฐธรรมนูญลง ซึ่งมีลักษณะคล้ายรัฐธรรมนูญ 2540)

ข้อดี การลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้องค์กรตุลาการไม่เข้ามายุ่งกับการเมือง ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลกันระหว่างรัฐสภาและฝ่ายบริหาร ทำให้ไม่เสียเปรียบในการเจรจาระหว่างประเทศเพราะคู่เจรจาไม่รู้ขอบเขตในการต่อรองของไทย

ข้อเสีย การตัดข้อกำหนดที่ให้เปิดเผยข้อมูลให้แก่ประชาชนทำให้คณะรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลให้แก่ประชาชนก็ได้ ทำให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามีการทำสนธิสัญญาอะไรที่มีผลกระทบต่อตนเองหรือไม่

7. ลดอำนาจของวุฒิสภา โดยเฉพาะการให้อำนาจวุฒิสภาเห็นชอบในการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

ข้อดี ลดปัญหาการตั้งข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของวุฒิสภากับที่มาของวุฒิสภาได้ และลดการแทรกแซงองค์กรอิสระของวุฒิสภา รวมไปถึงให้วุฒิสภามีเวลาปฏิบัติงานด้านนิติบัญญัติเพื่อช่วยสภาผู้แทนราษฎรได้ดียิ่งขึ้น

ข้อเสีย อาจให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎร หรือ อาจทำให้หน้าที่ของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรไม่มีความแตกต่างกัน

8. กำหนดให้ประเทศไทยเป็นระบบรัฐสภาเดี่ยว โดยไม่มีวุฒิสภา

ข้อดี ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาในการออกกฎหมาย

ข้อเสีย ขาดการกลั่นกรองกฎหมาย ทำให้สภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมาก สามารถออกกฎหมายได้ตามอำเภอใจ

9. กำหนดให้ประเทศไทยใช้ระบบสองสภาเช่นเดิม แต่ทบทวนเรื่องการเป็นตัวแทนของวุฒิสภา ที่มาและอำนาจของวุฒิสภา

ข้อดี การมีวุฒิสภาช่วยให้การพิจารณากฎหมายได้รับการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง และวุฒิสภาก็ถือเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่สามารถคานอำนาจกับสภาผู้แทนราษฎรได้

ข้อเสีย การมีวุฒิสภาอาจทำให้การออกกฎหมายมีความล่าช่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีวุฒิสภาโดยไม่ได้ตอบคำถามให้ชัดเจนว่า จะมีวุฒิสภาเพื่อเป็นตัวแทนอะไร ก็จะทำให้การกำหนดที่มาและอำนาจหน้าที่ไม่ชัดเจนและเป็นปัญหาที่ไม่สิ้นสุด

นี่เป็นเพียงข้อเสนอที่สถาบันพระปกเกล้ารวบรวมเป็นโจทย์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของนักวิชาการ และประชาชน เพื่อที่จะนำไปจัดทำข้อเสนอต่อไป แต่หน้าที่ของรัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องรอให้แม่น้ำทั้ง 5 สายได้ทำหน้าที่เสียก่อน

m197