m315

เปิดแผน 4 ขั้น ปฏิรูปประเทศ สู่เส้นทางร่างรัฐธรรมนูญ 58 ที่ถูกล็อก?

 โดยทีมข่าว Inside Thai Parliament

เข้าสู่ระยะที่ 2 ตามโรดแมป “คืนความสุข” ของ “คณะรักษาความสงบ” (คสช.)ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นหัวหน้าคณะ

สิ่งสำคัญในระยะที่ 2 นอกจากมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกลไกบริหารราชการแผ่นดินเฉกเช่นภาวะปกติแล้ว ยังมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จำนวน 250 คน และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อีก 36 คน เพื่อเข้าสู่โหมดปฏิรูปประเทศอย่างเป็นทางการ

เป็นไปตามที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ระบุไว้ว่า ระยะที่ 2 เป็นช่วงสำคัญที่สุด การรัฐประหารของคสช.จะ “เสียของ” อีกคำรบหรือ “สำเร็จ” ได้กำไรอยู่ที่ระยะนี้

ดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไปเส้นทางปฏิรูปที่ถูกรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ขึ้นโครงไว้ จะนำมาสู่กระบวนการ 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย

ขั้นที่ 1 เตรียมข้อมูลปฏิรูป โดยศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป(ศปป.) ภายใต้การกำกับดูแลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) จะนำข้อมูลปฏิรูปที่ได้จากศปป. ระดับท้องถิ่น – อำเภอ – จังหวัด มาสรุปเป็นฐานข้อมูลปฏิรูป เพื่อส่งต่อให้กับสปช.ทั้ง 250 คนรับไม้ต่อ

ขั้นที่ 2 สปช. ที่แยกเป็น 173 คน มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา 11 กลุ่มปฏิรูป และอีก 77 คน ที่มาจากการคัดเลือกระดับจังหวัด รวมเป็น สปช. 250 ชีวิตนั้น เมื่อได้รับข้อมูลจากศปป. ก็จะนำข้อมูลดังกล่าวมาสังเคราะห์ตามกลุ่มปฏิรูป 11 ด้าน อาทิ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูประบบการศึกษา

ขั้นที่ 3 เมื่อสปช.สังเคราะห์การปฏิรูปออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติแล้ว หากสปช.เห็นว่าการปฏิรูปด้านใดสามารถทำได้โดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก็จะส่งเข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อออกเป็นมติ เช่น ปฏิรูประบบราชการ ลดอำนาจกระทรวง กรม ต่างๆ

หรือหากสปช.เห็นว่าการปฏิรูปด้านใดจำเป็นต้องออกเป็นกฎหมาย ให้เสนอความเห็นไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อตราเป็นกฎหมายต่อไป

แต่ถ้า สปช.เห็นว่าการปฏิรูปบางเรื่องควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ส่งความเห็นให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน นำไปบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร

ขั้นที่ 4  เมื่อกระบวนการ 1-3 ครบถ้วน สปช.จะทำหน้าที่ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนขึ้นโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คน มีอันตกไปหรือไม่ หาก “เห็นชอบ” ก็จะนำเข้าสู่การนำขึ้นโปรดเกล้าฯ เพื่อนำไปสู่การประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป แต่หาก “ไม่เห็นชอบ” ก็จะเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

ฟากทีมกฎหมาย คสช.ประเมินว่า กระบวนการปฏิรูป – ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะครบถ้วนจนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง จนถึงขั้นประกาศใช้ จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน 2558 หรือ 1 ปี นับจากนี้ จากนั้นจะเข้าสู่โรดแมประยะที่ 3 มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบไปยังฐานข้อมูลปฏิรูปที่ศปป.ทั่วประเทศรวบรวมมากระทั่งส่งไปให้กอ.รมน.กลั่นกรอง ขณะนี้นั้นปรากฏว่าสิ่งที่คนในประเทศส่วนใหญ่เห็นตรงว่าเป็นวาระเร่งด่วน สมควรปฏิรูปมากที่สุดคือ “ปฏิรูปการเมือง”    

ยิ่งตรวจสอบลึกลงแยกเป็นจังหวัดที่มีความขัดแย้งสูง อาทิ จ.เชียงใหม่ จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น จ.นครศรีธรรมราช พบว่าข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองใน 4 จังหวัด เห็นตรงกัน คือ อยากให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง รวมถึงลงโทษตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิตกับนักการเมืองที่ถูกจับได้ว่าทุจริตเลือกตั้ง และการแก้ปัญหาระบบเครือญาติทางการเมือง

นั่นคือสิ่งที่ปรากฏในแฟ้มของ กอ.รมน. และจะถูกส่งต่อไปให้ สปช.ทั้ง 250 คน วิเคราะห์ – แยกแยะต่อไป

แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อพลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ในมาตรา 35 ได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่า “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้ด้วย”

ถือเป็น 10 ข้อ ที่จะกำหนดเป็น “กติกา” การเมืองในอนาคต ประกอบด้วย

1.การรองรับความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้

2.การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย

3.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบและขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน

4.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

5.กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมืองสามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนและทุกระดับ

7.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว

8.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

9.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญได้วางไว้

10.กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่างๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป

ไม่ว่าการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ของ สปช.ออกมาอย่างไร แต่พอมาถึงขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างฯ ทั้ง 36 คน ก็ถูกล็อกความคิดว่า ต้องร่างรัฐธรรมนูญให้คลอบคลุม 10 ข้อ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว

บางข้อถูกนักการเมืองมองว่า เป็นการกำหนดขึ้นมาเพื่อมุ่งกำจัดนักการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับ คสช. ซึ่งแหล่งข่าวจากฝ่ายกฎหมายในพรรคเพื่อไทยอ้างว่า “ธง” ของการร่างรัฐธรรมนูญ 2558 นั้น เป็นการสะกัดนักการเมืองที่เคยถูกตัดสิทธิ์การเมืองทั้งจากบ้านเลขที่ 111 และ บ้านเลขที่ 109 ไม่ให้มาเล่นการเมืองอีก เพื่อเป็นการโละบุคคลากรการเมืองของพรรคเพื่อไทย เช่น โภคิน พลกุล – จาตุรนต์ ฉายแสง – พงษ์เทพ เทพกาญจนา – วราเทพ รัตนากร – นพดล ปัทมะ ฯลฯ ออกไปพ้นกระดานการเมือง

โดยเฉพาะในข้อ 4 ที่มีถ้อยคำระบุว่า กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ” บรรดาพลพรรคเพื่อไทยมองอย่างระแวงว่านั่นอาจรวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ด้วย เพราะถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีโครงการจำนำข้าว

ขณะที่ข้อ 7 ระบุว่า “กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว”

หมายถึงการสะกัดนโยบาย “ประชานิยม” ของพรรคการเมือง แต่ “พรเพชร พิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในมือร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แย้งว่า นโยบายประชานิยมไม่ใช่ไม่ดีและไม่ได้ห้ามไม่ให้มีนโยบายประชานิยม แต่กฎข้อนี้จะป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองออกนโยบายประชานิยมโดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งหมดข้างต้นเป็นแผนปฏิรูปของ คสช….

ยิ่งโฉมหน้าคณะรัฐมนตรียุคคสช.นิ่งแบบนอนมาตั้งแต่ต้นว่า นายกฯ ในฐานะหัวหน้าครม.จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก “พล.อ.ประยุทธ์” ด้วยแล้ว การปฏิรูปครั้งนี้คสช.คอนโทรลเกมได้ทั้งหมด

เพราะในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เขียนจ๊อบเดสคริปชั่นให้นายกฯและ ครม.มีหน้าสนับสนุนการทำหน้าที่ปฏิรูปของ สปช.

เพราะคณะกรรมการสรรหา สปช. 77 คน จาก 11 คณะ เพื่อเลือก สปช.ข้างมากจำนวน 173 คน จาก 250 คน มีชื่อของบิ๊ก คสช. และที่ปรึกษ คสช.นั่งเป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ดูแลการเลือกคนทุกกลุ่ม และสปช.จำนวนถึง 20 คน ก็จะเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครองเก้าอี้เสียงข้างมากในกรรมาธิการที่มีอยู่ 36 คน  ซึ่งเก้าอี้ที่เหลือ อีก 16 จาก 20 คนนั้นมีสัดส่วนจาก คสช. 5 คน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 5 ครม. 5 คน บวกประธาน 1 คนที่ คสช.เลือก

ด้วยแนวทาง เงื่อนไขการดำเนินไปของแนวทางปฏิรูปต่างๆของสปช.ที่ถูกล็อกด้วยกฎ 10 ข้อ ในตัวรัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้ ก็ทำให้พอเห็นเค้าของการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้แล้ว

m197